ใครๆ ก็เคยผ่านความเศร้า หลังแก้วเหล้ามาแล้วทั้งนั้น

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พูดคุยกับ เอ-กิตติพงษ์ วรทรัพย์ ชายวัย 33 ผู้ชายกลางๆ ที่สถานะในอดีตเคยเป็นผู้เสพติดการสังสรรค์ บรรยากาศวงเหล้า ที่บางทีก็เคล้าน้ำตา การแลกเปลี่ยนอุดมการณ์ความคิดในวงเหล้าเคยเป็นแม่เหล็กดึงดูดเอด้วยความสนุกชั่วขณะหนึ่ง การสังสรรค์หลังเลิกงานทุกวันทำให้ความรักและหน้าที่การงานของเขาหลุดลอยไป กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เอต้องกลับมาคิดทบทวนกับตัวเองแล้วว่า “ตัวเราจะเอาไงต่อดี?

ได้ยินว่าเคยติดเหล้า สูบบุหรี่ ลองบอกถึงความถี่และประสบการณ์ชีวิตในช่วงนั้นให้เราฟังหน่อย “พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ หลังเลิกงานก็นัดเพื่อนเจอร้านเหล้าแทบทุกวัน มันไม่ใช่อาการลงแดงอะไรแบบนั้นนะ แต่ชอบบรรยากาศขณะนั้น แปลกเหมือนกันนะ นั่งคุยกับเพื่อนธรรมดา กับตอนแอลกอฮอล์เข้าปากแล้วมันคนละอารมณ์กัน มันคุยสนุก เอาจริงๆเหมือนเครียดจากอะไรมาทั้งวันก็ตามแต่ พออยู่กับเพื่อนในวงเหล้าแล้ว เรื่องตึงเครียดเหล่านั้นทำอะไรเราไม่ได้เลย ส่วนบุหรี่คือคู่ขาของผมช่วงกลางวัน”
ค่อนข้างถี่ทีเดียว แล้วอะไรทำให้อยากหลุดจากวงโคจรนั้น?
“สิ่งแรกเลยที่รู้สึกคือเงินเราไปไหนหมด ก็รู้ตัวมาตลอดเพราะไม่ค่อยมีเงินเหลือเก็บ แต่ด้วยความที่ยังไม่เจอเรื่องเดือดร้อน ก็เลยไม่กังวลกับมันมาก แต่สิ่งที่หายไปจากเราคือความรัก เรากลายเป็นลูกที่ไม่ค่อยเอาใจใส่พ่อแม่ ไม่มีเวลาเจอหน้า เพราะกลางวันก็ทำงาน ตกเย็นไปร้านเหล้า กลับบ้านทีก็ตีหนึ่ง ถึงบ้านก็นอน เช้าตื่นไปทำงาน เสาร์อาทิตย์ไม่อยู่บ้าน วนลูปแบบนี้นานพอสมควรเหมือนกัน จนวันนึงแม่โทรมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ มันสะเทือนใจอยู่นะ อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ แต่เราไม่เจอเขานานจนเขาโทรมาหาแบบนี้ อีกอย่างคือตอนนั้นเหมือนพักผ่อนน้อยมาก แล้วทำงานก็ผิดพลาดตรงนั้นตรงนี้ จนโดนเรียกเข้าห้องดำ ก็โดนพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าเราควรที่จะได้ทำงานนั้นต่อไปมั้ย ช่วงนั้นเราก็กังวลเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ แล้วพยายามตะเกียกตะกายเอาตัวรอดอยู่”. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth